วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

แฮคเกอร์เจาะช่องโหว่ใน Windows 7

รายงานข่าวล่าสุดอีกชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับ Windows 7 ซึ่งอาจจะเป็นข่าวที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก เนื่องจากในงานประชุมเกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัย Hack In The Box (HITB) ที่จัดขึ้นในดูไบเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้สาธิตการแฮคเข้าไปในระบบปฏิบัติการ Windows 7 ด้วยซอฟต์แวร์ที่พวกเขาพัฒนาขึ้น

ซอฟต์แวร์ดังกล่าวมีชื่อว่า VBootkit 2.0 พัฒนาโดย Vipin Kumar และ Nitin Kumar สามารถใช้ช่องโหว่ในระบบปฏิบัติการ Windows 7 ผ่านเข้าไปควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ได้ในระหว่างที่กำลังบู๊ตเครื่อง ซึ่งการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่พบนี้จะไม่เหมือนกับวิธีทั่วไป เนื่องจากมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Windows 7 ไปเลยจนกว่าจะมีการเขียนทับ หรือติดตั้งโอเอสเข้าไปใหม่

ตัวอย่างการแฮคเข้าไปในระบบของ Vista ด้วย vbootkit เวอร์ชันแรกที่สามารถทะลุทะลวงละเมิดสิทธิ์ปิดระบบรักษาความปลอดภัยบนเครื่องของเหยื่อได้

 "ไม่มีทางแก้ไขได้ และมันก็แก้ไขไม่ได้ เนื่องจากเป็นปัญหาของการออกแบบ(windows7)" Vipin กล่าว อย่างไรก็ตาม การแฮคดังกล่าวจะไม่สามารถกระทำระยะไกลผ่านทางเครือข่ายได้ แฮคเกอร์ที่ใช้วิธีนี้จะต้องกระทำการที่เครื่องของเหยื่อเท่านั้น โปรแกรม VBootkit 2.0 มีขนาดแค่ 3 กิโลไบต์เท่านั้น โดยมันสามารถเปลี่ยนให้โหลดไฟล์ต่างๆ ตามที่ต้องการผ่านเข้าไปในหน่วยความจำระบบระหว่างที่มีการบู๊ต Windows 7 เนื่องจากมันไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ บนฮาร์ดดิสก์ VBootkit 2.0 จึงถูกตรวจจับได้ยาก ดังนั้นการรีบู๊ตเครื่องก็เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้โปรแกรมอันตรายนี้โหลดโมดูลอื่นเข้าไปแทนโปรแกรมรักษาความปลอดภัยของเครื่อง เพื่อเปิดช่องให้แฮคเกอร์สามารถเข้าถึงจากบนเน็ต และทำการยกระดับสิทธิ์ในการเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ ตลอดจนแก้ไขพาสเวิร์ด ค้นข้อมูล ตลอดจนแก้ไขพาสเวิร์ดเดิมให้กับผู้ใช้ โดยที่เหยื่อไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

สำหรับ VBootkit 2.0 เป็นเวอร์ชั่นสองของโปรแกรม โดยเวอร์ชั่นแรกได้นำออกสาธิตการเจาะระบบ Windows Vista เมื่อปี 2007 เพื่อเผยให้เห็นช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ทางไมโครซอฟท์ยังไม่ได้ให้ความเห็นใดๆ ทั้งสิ้นต่อกรณีที่เกิดขึ้น 

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552

"กิกส์" ซิวแข้งยอดเยี่ยมแห่งปี PFA Player of the Year Award

"กิกส์" คว้ารางวัลครั้งแรกหลังรอมานาน
       ไรอัน กิกส์ ปีกระดับตำนานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ (PFA Players' Player of the Year) เป็นครั้งแรกของการเล่นฟุตบอลอาชีพตลอดระยะเวลา 17 ปี
       
       กิกส์ ประสบความสำเร็จอย่างมากมายกับการค้าแข้งภายในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด นับแต่ลงสนามเกมลีกนัดแรกพบกับ เอฟเวอร์ตัน เมื่อปี 1991 โดยคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก 10 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, ลีก คัพ 4 สมัย และ ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก 2 สมัย แต่ไม่เคยคว้ารางวัล "พีเอฟเอ" มาก่อน เว้นแต่สมัยเป็นดาวรุ่งเมื่อปี 1992 และ 1993
       
       กิกส์ ลงสนามเป็นตัวจริงในเกมลีกเพียง 12 นัด แต่เป็นส่วนสำคัญที่ช่วย แมนฯ ยูไนเต็ด ทำผลงานยอดเยี่ยมจนมีลุ้นคว้าแชมป์ถึง 4 รายการในฤดูกาลนี้ โดย ดาวเตะวัย 35 ปี ได้รับคะแนนโหวตชนะเพื่อนร่วมสโมสรที่เป็นผู้เข้าชิงทั้ง เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์, ริโอ เฟอร์ดินานด์, เนมานยา วิดิช และ คริสเตียโน โรนัลโด รวมถึง สตีเวน เจอร์ราร์ด กัปตันทีมของค่าย "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล
       
       "รางวัลนี้ถือเป็นเกียรติยศส่วนตัวดีที่สุดในฐานะที่มาจากการลงคะแนนเสียงของเพื่อนร่วมอาชีพ ผมโชคดีที่คว้าแชมป์มามากมายและเคยได้รางวัลดาวรุ่งแล้ว 2 ครั้ง แต่นี้เป็นอีกหนึ่งรางวัลที่มีความสำคัญ" กิกส์ เปิดเผย "มันเป็นฤดูกาลที่น่าตื่นเต้น ผมคิดว่ามันจะเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องกันไปที่มีเกมสำคัญให้ลงสนามติดๆกัน แต่มันเป็นสิ่งที่คุณต้องการและจำเป็นสำหรับสโมสรอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด"
       
       ขณะที่ แอชลีย์ ยัง ปีกความเร็วสูงของ แอสตัน วิลลา คว้ารางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ (PFA Young Player of the Year ) โดยได้รับคะแนนโหวตชนะเพื่อนร่วมทีมที่เข้าชิงด้วยกันอย่าง กาเบรียล อักบอนลาฮอร์ รวมถึง จอนนี อีแวนส์ และ ราฟาเอล ดา ซิลวา จาก แมนฯ ยูไนเต็ด, อารอน เลนนอน จาก ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และ สตีเฟน ไอร์แลน จาก แมนเชสเตอร์ ซิตี

ประวัติส่วนตัว

Career honours:

* Premier League (10): 1992-93, 1993-94, 1995-96, 1996-97, 1998-99, 1999-2000, 2000-01, 2002-03, 2006-07, 2007-08
* FA Cup (4): 1993-94, 1995-96, 1998-99, 2003-04
* Football League Cup (3): 1991-92, 2005-06, 2008-09
* FA Community Shield (7): 1993, 1994, 1996, 1997, 2003, 2007, 2008
* UEFA Champions League (2): 1998-99, 2007-08
* UEFA Super Cup (1): 1991
* Intercontinental Cup (1): 1999
* FIFA Club World Cup (1): 2008

Individual Honours:

* PFA Player of the Year: 2009

* PFA Young Player of the Year: 1992, 1993
* Bravo Award: 1993
* BBC Wales Sports Personality of the Year: 1996
* Sir Matt Busby Player of the Year Award: 1997-98
* Intercontinental Cup Man of the Match: 1999[29]
* Premier League Team of the Decade: 2003[30]
* English Football Hall of Fame: 2005
* Wales Player of the Year Award: 1996, 2006
* FA Premier League Player of the Month: September 1993, August 2006, February 2007
* PFA Team Of The Century: 2007[4]
* PFA Team of the Year: 1993, 1994, 1995, 1996, 1998, 2001, 2007
* Only Manchester United player to have played in all ten Premier League-winning teams and only player to win 10 league titles
* Only Manchester United player to have played in all three League Cup-winning teams
* Only player to have scored in eleven consecutive Champions League tournaments
* Only player to have scored in thirteen different Champions League tournaments
* Only player to have scored in every Premier League campaign since its inception

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552

Review & Test ESP - Peacemaker

ESP - Peacemaker

วันนี้ผมมีกีต้าร์ตระกูลดุภายใต้ชื่อ ESP  เพียงแค่ชื่อนี้ก็ถือว่ากินขาดแล้วครับ ครั้งนี้ ESP ออก รุ่นใหม่ ที่ชื่อว่า Peacemaker













Specification 
BODY -  MAHOGANY
NECK – MAHOGANY
FINGERBOARD - ROSEWOOD 24 FRETS
INLAY- 12 FRET ON PEACEMAKER 
SCAL - 628 MM. (MEDIUM)
NUT – BONE
JOINT- SET- NECK
PICKUPS - (FRONT) ESP –LH 2000
(REAR) SEYMOUR DUNCAN –SH 4
BRIDGE - TUNE MATIC, STOP TAILPIECE
CONTROLS - MASTER VOLUME
- MASTER TONE
- 3 WAY TOGGLE –UP SELECTOR
COLORS      - BLACK WITH TREBAL GRAPHIC
WHITE WITH TREBAL GRAPHIC

ทดสอบ
เดิมทีนั้น  ESP ครองใจชาวร็อกขาโหดกันถ้วนหน้าอยู่แล้ว  แต่เจ้า Peacemaker ให้ความรู้สึกที่แตกต่าง หากเปรียบเทียบก็คงเหมือนกับหนุ่มร็อกที่สำอางหน่อย ด้วยการดีไซด์ที่แตกต่างมากๆ  พื้นขาว แล้วแทรกด้วย ลายกราฟฟิก ให้ความรู้สึกโมเดิร์นทีเดียว ทรงกีต้าร์จะว่าไปแล้วคือ SG ดีๆนี่เองครับ  เหมือนจับหนุ่มโหดมาแต่งตัวครับ ว่ากันต่อเรื่องเครื่องประดับครับ อินเลย์ได้ใจมากครับ ให้อารมณ์แบบญี่ปุ่นมากๆครับ ลูกบิดรวมไปถึงส่วนประกอบอื่นๆ

เสียงจากไม้มะฮอคกานีนั้นบวกกับเสียง ปิ๊กอัพ  Hum ทั้งหน้าหลัง ตัวหน้านั้น หนาใช้ได้ครับ  แต่เล่นกับเสียงแตกให้ความรู้สึกดีกว่าเล่นเสียงคลีน ภาคของเสียงคลีนนั้นยังมีหางเสียงเบลอๆนิดหน่อย นั้นก็เป็นเพราะไม้ก็เป็นส่วนประกอบอย่าง ส่วน pick up ตัวหลังนั้น ความรู้สึกส่วนตัว ชอบมากๆครับ ไม่ผิดหวังกับคำว่า Seymour Duncan ครับ ใช้โซโล่มันมากครับ เสียงพุ่งและหนาทีเดียว

ปัญหาที่เจออย่างเดียวคือ การตั้ง action จากโรงงานมา ตั้งมาโหดเลยครับ เล่นยากอยู่ อันนี้ต้องมาปรับกันเองครับ

สรุป 
Esp  ตัวนี้ เรียกว่าเกิดมาเพื่อชาวร็อก ทั้งดีไซด์เองก็ออกมาเท่ห์ครับ เรื่องเสียงอาจจะต้องเซ็ทอัพนิดหน่อย ผมว่าลุยงานร็อกได้สบายๆครับ 

สนใจติดต่อ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด บูเซ่  แอนด์ ฮอคส์ : 02-2226403 ,  02-2235608,  02-2244996


ที่มา http://www.guitarthai.com/review/reviewdetail.asp?paraID=201

Review & Test Fernandes Revolver Elite Limited

Fernandes Revolver Elite Limited 

สวัสดีครับวันนี้ผมมีกีต้าร์ชั้นดีอีกแบรนด์นึ่งของญี่ปุ่นมาให้ยลโฉมและทดสอบกันครับ นั้นคือ Fernandes และตัวนี้ก็คือ Revolver Elite Limited ซึ่ง หากเรียกกันภาษาบ้านๆ ของตั้งชื่อว่า เป็นรุ่นที่ผสมผสานรูปทรงแบบ Ibanez RG ผสม หัวกลับ แบบ N4 ของ Wasburn แต่ ต้องบอกเลยว่า Fernandes ดีไซด์ออกมาได้เนียบมากๆ

หน้าตารูปร่างภายนอกต้องบอกเลยว่า เกิดมาเพื่อชาวร็อกอย่างสมบูรณ์แบบจริงๆสิ่งที่น่าโดนใจอย่างแรงน่าจะอยู่ที่อินเลย์ ลายหนามที่ยาวตั้งแต่เฟรต 1 จน ถึงเฟรต 24 และวัสดุที่ใช้ค่อนข้างเสริมให้ตัวกีต้าร์ดูโดดเด่นเอามากๆ ตั้งแต่ลูกบิด,ตัวล็อก เป็นต้น โดยใช้เป็น Metalic Black Satin ซึ่งเป็นโครเมี่ยมค่อนข้างมันวาว สวยงามมากครับ และช่วยเสริมสีกีต้าร์ที่ดำด้าน

Specification 
Same killer body style
Alder body
neck-thru 
Maple neck with full-fingerboard 
Barbwire inlays, 
24-fret Rosewood fingerboard 
FRT-11 locking tremolo system. 
Comes equipped 
the Fernandes Sustainer System with Intensity knob, 
EMG S in middle and
EMG 81 humbucker in bridge, 
die-cast tuners and ultra-comfortable body shape

 

ทดสอบ
อย่างที่บอกเลยครับเจ้าตัวนี้เกิดขึ้นมาเพื่อ ชาวร็อกโดยเฉพาะเลยครับ อุปกรณ์เสริมเพิ่งความมันส์อย่างครบเครื่อง เริ่มตั้งแต่ 24 เฟรต, Pick Up ของ EMG ,คันโยก  Floy Rose และที่สำคัญสุดๆผมขอเรียกว่าออฟชั่นพิเศษและเป็นที่ขึ้นชื่อมากๆของ Fernandes ก็คือระบบ Sustainer นั้นเอง  เมื่อใส่เข้าไปแล้วเห็นผลอย่างทันทีกับเสียงที่ค้างยาว ไม่มีคำว่าหางเสียงขาดแน่ๆครับ เสียงคลีนนั้นเหมาะกับการเล่นฟังก์กี้มากๆ โดยเฉพาะเสียงจาก Pick up ตัวหลัง แต่เมื่อเล่นกับเสียงดิสทรอชั่นนั้นก็ให้ความเป็นร็อกได้อย่างสมบูรณ์แบบ เสียงค่อนข้างชัดและแรงครับ Action ก็เล่นง่ายครับ  ยิ่งเพิ่ม sustain เข้าไปยิ่งทำให้เสริมความเป็นร็อกได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยครับ

สรุป 
เจ้ากีต้าร์ตัวนี้มีความลงตัวในหลายๆด้าน นับตั้งแต่การดีไซด์ จนถึงเสียงที่ออกมา เข้าใจถึงการใช้งานเพื่อชาวร็อกจริงๆครับ  

สนใจติดต่อ 
บริษัท ธีระ มิวสิค จำกัด : 02 2239127 
บริษัท มิวสิคโซลูชั่น จำกัด : 02 2089922

ที่มา http://www.guitarthai.com/review/reviewdetail.asp?paraID=202

Review & Test Ibanez - FP-777

Ibanez - FP-777
วันนี้ผมมีเอฟเฟกที่เรียกว่าเป็นตำนานอีกตัวมานำเสนอครับ เจ้าตัวนี้เป็น phaser ภายใต้ตระกูล Ibanez ชื่อรุ่นคือ FP-777 นับว่าเป็น Hi – En ที่น่าสนใจมากๆครับ ฉะนั้นเรามาลองกันดูเลยครับ 



ทดสอบ 
เดิมที่เจ้าตั้วนี้เคยออกมาเมื่อราวๆ สามสิบปีที่แล้ว และก็หยุดการผลิตไป และก็นำออกมาอีกครั้งครับ FP – 777 จุดแข็งที่มีคือ ระบบเสียงที่ออกมาเป็น สเตอริโอ แพนซ้ายขวาได้ ปรับได้กว้างมากๆ

เสียงไม่ดร็อป ได้เนื้อเสียง ปรับง่าย มีช่วงปรับที่ค่อนข้างกว้างมากๆ ได้ตั้งแต่ Phaser จนถึง Temolo และแต่ละช่วงเสียงนั้นสามารถรับรู้ถึงรายละเอียดของเสียงที่ออกมา หากมีการต่อเป็น สเตอริโอนั้นจะเห็นได้ชัดเลยครับว่าเสียงจะวิ่งไปมาซ้ายขวาอยู่ตลอด ค่อนข้างมีมิติและสร้างสีสรรให้กับการเล่นและครีเอทงานด้อย่างสมบูรณืแบบครับ สิ่งที่ชอบมากๆเลยก็คือเสียงที่แทบจะไม่รู้สึกว่าดร็อปเลยแม้แต่น้อย เป็นข้อที่ดีมากๆ เนื้อเสียงเต็มอิ่มครับ

สรุป 
เจ้าเอฟเฟคในตำนานตัวนี้นั้นขอยกให้เลยครับทั้ง ห้าดาว เสียงดี วัสดุใช้งานทนทาน แต่เสียอย่างเดียวคือ ต้องใช้พื้นที่บนบอร์ดที่เยอะมากครับ และถ้าจะให้ดีต้องต่อเป็นระบบสเตอริโอครับ แล้วจะพบกับความมหัสจรรย์ของเสียงครับ

สนใจติดต่อที่
ฮงเซ้งมิวสิคแอนด์ซัน 121-125 ซ . เวิ้งนครเกษม 2 ถนนเจริญกรุง เขตสัมพันธ์วงศ์ กทม . 10110


ที่มาhttp://www.guitarthai.com/review/reviewdetail.asp?paraID=203

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552

Review : MSI GX400 โน้ตบุ๊ก O/C สำหรับคอเกม


       
       หลังจากจดๆจ้องๆมานาน MSI ก็เริ่มทำตลาดในส่วนของโน้ตบุ๊กอย่างเต็มตัวโดยบริษัทแม่เตรียมตัวส่ง GX400 โน้ตบุ๊กสำหรับคอเกมขนาดหน้าจอ 14 นิ้ว เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย หวังเจาะกลุ่มวัยรุ่น - วัยทำงาน ที่ต้องการใช้โน้ตบุ๊กอย่างเต็มประสิทธิภาพ
       
       โดยขณะนี้ทาง MSI ยังรอกระแสตอบรับจากผู้ใช้ ในการนำเข้ามาทำตลาดซึ่งยังไม่มีการกำหนดราคาที่แน่นอน (ทราบมาว่าจะทำราคาให้ต่ำกว่ารุ่น GX630 ที่ใช้ AMD Turion x2 Ultra Dual-Core ZM-82 @ 2.2 GHz ซึ่งราคาเปิดตัวอยู่ที่ 45,900 บาท) คาดว่าถ้านำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยจะได้รับความนิยมไม่น้อย
       
       สำหรับจุดเด่นในโน้ตบุ๊กสำหรับคอเกมของ MSI ทุกรุ่นจะอยู่ที่การเพิ่มประสิทธิภาพของซีพียูที่เรียกว่า 'Turbo Drive Engine' ในการโอเวอร์คล็อก (O/C : Over Clock) เหมือนกับในพีซี โดยในการใช้งานโหมดดังกล่าวจะต้องเสียบสายชาร์จเพราะว่าจะใช้ไฟมากกว่าปกติ ส่วนของแถมที่จะมากับโน้ตบุ๊กใน GX400 คือ เมาส์สำหรับเล่นเกม 'MSI Star Mouse GS-502' ซึ่งสามารถปรับความละเอียดได้สูงถึง 3200dpi
       
       Design Of MSI GX400
       
       วัสดุที่ใช้ผลิตส่วนใหญ่จะเป็นพลาสติก ผสมกับแมกนีเซียมอัลลอยด์ในบางส่วน ทำให้เครื่องมีน้ำหนักเพียง 2.2 กิโลกรัม (รวมแบตเตอรี่) โดยดีไซน์จะใช้ สีแดงในส่วนฝาหน้า ตัดกับสีดำของตัวเครื่อง โดยจะมีแทรกสีเงินจากอะลูมิเนียมเล็กน้อย บริเวณด้านบนคีย์บอร์ด ขนาดของตัวเครื่องอยู่ที่ 332 x 243 x 24-33.5 มิลลิเมตร
       
       

       
       ด้านหน้าจะมีสีแดงแบบมันเงา เคลือบไปทั้งฝา ตรงกลางจะมีโลโก้ MSI สีเงินสะท้อนแสงติดอยู่ ซึ่งวัสดุในส่วนนี้จะเป็นพลาสติกแทบทั้งหมด ทำให้เป็นรอยได้ง่าย
       
       

       
       เมื่อเปิดหน้าจอขึ้นมาจะพบกับหน้าจอ LCD แบบ WSXGA ขนาด 14.1 นิ้ว สัดส่วน 16:10 ให้ความละเอียดสูงสุด 1280 x 800 ซึ่งทาง MSI บอกมาว่าจะมีความคมชัดและสว่างกว่าปกติจากเทคโนโลยี 'MSI VIVID Image Enhancement' โดยด้านบนของจอภาพจะมีกล้องเว็บแคม ความละเอียด 1.3 ล้านพิกเซล ส่วนด้านล่างจะมีสัญลักษณ์ของ MSI ติดอยู่ ในส่วนของข้อต่อระหว่างตัวเครื่องกับหน้าจอนั้น จะมีตัวยึดขนาดเล็กอยู่ทางฝั่งซ้ายและขวา
       
       

       
       ถัดลงมาในส่วนของตัวเครื่องเริ่มจากด้านบน จะมีแถบสีเงินแสดงถึงที่อยู่ของลำโพงทั้งซ้ายและขวา โดยบริเวณมุมขวา จะมีปุ่มสำหรับใช้งานโหมด Turbo และ Eco ถัดมาเป็น ปุ่มเปิด - ปิดเครื่องอยู่ โดยทั้ง 3 ปุ่มเมื่อมีการใช้งานจะมีไฟสีน้ำเงินแสดงขึ้นมา
       
       

       
       ด้านซ้ายของคีย์บอร์ด ไล่จากบนสุดจะมีปุ่ม เปิด - ปิดการเชื่อมต่อไร้สาย ทั้งไวเลสและบลูทูธ ปุ่มลัดสำหรับเรียกใช้งานโปรแกรม ปุ่มเปิดใช้งานกล้องเว็บแคม และไฟแสดงการใช้งาน Caps Lock, Num Lock, Scroll Lock และ การทำงานของซีพียู
       
       

       
       ในส่วนของคีย์บอร์ดจะเป็นปุ่มสีดำ สกรีนตัวอักษรสีขาว โดยผู้เขียนมีความรู้สึกว่าขนาดของปุ่มคีย์บอร์ดเฉพาะตรงส่วนของตัวอักษรจะมีขนาดใหญ่กว่าคีย์บอร์ดทั่วๆไป แต่ปุ่มอื่นๆอย่าง Esc F1-F12 Home End จะมีขนาดเล็กกว่าปกติ
       
       

       
       ส่วนปุ่มฟังก์ชันจะอยู่ด้านนอกสุด โดยจะดันปุ่ม Ctrl เข้ามาอยู่ด้านใน ซึ่งไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ในเมื่อเป็นโน้ตบุ๊กสำหรับเล่นเกม แต่การนำปุ่ม Ctrl เข้ามาอยู่ด้านในทำให้กดได้ลำบากยิ่งขึ้น ซึ่งเกม FPS ส่วนใหญ่จำเป็นจะต้องใช้ปุ่มดังกล่าว
       
       ด้านล่างของคีย์บอร์ดบริเวณที่วางมือซ้ายจะเป็นที่อยู่ของการ์ดจอ ทำให้มีความร้อนแผ่ออกมาจากตรงจุดนี้พอสมควร แต่ไม่ถึงขั้นมือพอง ในส่วนของทัชแพด จะมีลักษณะยุบลงไปจากตัวเครื่องเล็กน้อยพอให้เห็นว่าเป็นส่วนของทัชแพด ปุ่มคลิกซ้ายและขวา เป็นพลาสติกสีเทา
       
       

       
       การใช้งานในส่วนของทัชแพด อาจไม่ได้รับความสะดวกมากเท่าที่ควร เนื่องมาจากไม่มีปุ่ม Scroll ขึ้น - ลง มาให้ เวลาใช้งานคีย์บอร์ด นิ้วโป้งจะสัมผัสกับบริเวณทัชแพด ทำให้เวลาพิมพ์งานต้องปิดการใช้งานในส่วนดังกล่าว(ปุ่ม Fn + F3 ในการปิดการใช้งานทัชแพด)
       
       

       
       ด้านใต้เครื่องจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆคือ ส่วนของแบตเตอรี่ ส่วนของเมนบอร์ดที่สามารถแกะออกมาใส่แรมเพิ่ม และ ส่วนของออปติคอลไดร์ฟ ทั้งดีวีดีและฮาร์ดดิสก์ โดยในส่วนของฮารืดดิสก์ สามารถถอดเปลี่ยนได้โดยการไขน็อตเพียง 2 ตัวเท่านั้น
       
       ในส่วนของรูระบายอากาศมีด้วยกันทั้งหมด 6 ช่องด้วยกัน โดยจะมีอยู่บริเวณฮาร์ดดิสก์ 1 ช่อง และที่เหลือจะช่วยระบายอากาศบริเวณเมนบอร์ดของเครื่อง
       
       Input and Output Ports
       
       

       
       เริ่มจากทางด้านซ้าย จะประกอบด้วย ช่องสำหรับล็อกโน้ตบุ๊ก ช่องพัดลมระบายอากาศขนาดใหญ่ ซึ่งเมื่อความร้อนถึงจุดที่กำหนดจะมีการเปลี่ยนความเร็วรอบของพัดลม ดังนั้นในการใช้งานจึงไม่ควรนำสิ่งของมาวางทางซ้ายมือเพราะลมที่ระบายออกมามีความร้อนสูง ถัดมาจะเป็น พอร์ด VGA Out, e-SATA(สามารถเสียบยูเอสบีได้), HDMI, การ์ดรีดเดอร์ และ Express Card
       
       

       
       ทางด้านขวา จะมีเพียงพอร์ตยูเอสบี 1 พอร์ต, ออปติคอลไดร์ฟ DVD Super Multi และช่องใส่ฮาร์ดดิสก์
       
       

       
       ด้านหน้าเครื่อง จะเป็นที่อยู่ของ ช่องเสียบสายหูฟังและไมโครโฟน รวมไปถึงไปแสดงสถานะเครื่อง ว่ามีการใช้งานไวเลส กำลังชาร์จแบตฯ และ สถานะการทำงานของเครื่อง
       
       

       ทางด้านหลังจะมีช่องเสียบสายชาร์จ, ช่องเสียบสายแลน และ พอร์ตยูเอสบีอีก 1 พอร์ต ส่วนที่เหลือจะเป็นที่อยู่ของแบตเตอรี่
       
       ส่วนการเชื่อมต่อแบบไร้สาย จะมีทั้ง ไวเลสที่รองรับมาตรฐาน 802.11 b/g/n และ บลูทูธ 2.0/EDR
       
       
Performance And Benchmark
       
       ทีนี้มาดูกันที่ประสิทธิภาพของเจ้าตัว GX400 กันบ้าง ดวยจุดประสงค์ที่ออกแบบมาเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นนิสิต-นักศึกษา ไปจนถึงวัยทำงาน ทำให้ต้องคำนึงถึงการใช้สอยที่ครบถ้วน ทำได้ตั้งแต่งานเบาๆ อย่างเล่นอินเทอร์เน็ต ความบันเทิงสมบูรณ์แบบ และการทำงานด้านกราฟิกด้วย
       
       

       
       เริ่มจากประสิทธิภาพของซีพียู ที่ใช้ Intel Core 2 Duo P8400 @ 2.26GHz เมื่อใช้งานเต็มที่คอร์สปีดอยู่ที่ 2261.1MHz FSB 1064MHz ส่วน L1 D-Cache 32KB x2, L1 I-Cache 32KB x2 และ L2 Cache ที่ 3MB
       
       

       
       ด้านเมนบอร์ดเป็นของที่ทาง Micro-Star International (MSI) ผลิตเอง ชื่อโมเดล MS-1435 ที่ใช้สถาปัตยกรรม 45 นาโนเมตร หรือ Intel Centrino 2 นั่นเอง ในส่วนของหน่วยความจำใส่มาให้ถึง 4 GB โดยเป็น DDR2 2GB Bus 800MHz ทั้ง 2 ช่อง นอกจากนี้ ช่องใส่แรมที่ทาง CPU-Z ตรวจพบยังสามารถใส่เพิ่มได้อีก 1 แถว นั่นหมายถึงว่าอาจจะรองรับ DDR3 ก็เป็นได้
       
       

       
       สำหรับการทดสอบคะแนนผ่าน PCMark05 คะแนนออกมาอยู่ที่ 5366 คะแนน ถือว่าอยู่ในระดับเทียบเท่ากับเครื่องรุ่นอื่นๆในราคาใกล้เคียงกัน
       
       

       
       จุดสำคัญของโน้ตบุ๊กของ MSI ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นคือ 'Turbo Drive Engine' เมื่อกดใช้งาน คอร์สปีดจะขึ้นไปอยู่ที่ 2623.2 MHz หรือ 2.6GHz FSB ขึ้นมาอยู่ที่ 1234.4MHz ทำให้สามารถนำไปเทียบกับซีพียูสำหรับโน๊ตบุ๊กรุ่นใหญ่อย่าง Intel Core 2 Duo T9400 @ 2.53 GHz ได้ไม่ยาก
       
       

       
       แน่นอนว่าเมื่อกดใช้งานโหมดดังกล่าวคะแนน PCMark05 จะขึ้นไปอยู่ที่ 6356 คะแนน ซึ่งจะทำให้เครื่องรุ่นนี้สามารถนำไปเปรียบกับเครื่องรุ่นใหญ่ๆ ราคา 6x,xxx - 8x-xxx บาทได้อย่างสบายๆ
       
       

       
       สำหรับด้านหน่วยประมวลผลภาพหรือการ์ดจออาจจะไม่ถึงกับสูงมากคือ NVIDIA GeForce 9600M GT กราฟิกแรมขนาด 256MB ลองไปดูผลจากการทดสอบ 3DMark06 กันดีกว่า
       
       

       
       เมื่อทดสอบจากโปรแกรม 3DMark06 ที่ความละเอียด 1280 x 800 ผลออกมาอยู่ที่ 5833 อาจจะไม่ถึงกับสูงมากนัก แต่เชื่อว่าสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแน่นอน
       
       ไหนๆก็เป็นโน้ตบุ๊กสำหรับเล่นเกมแล้ว ทีมงานไม่รีรอที่จะนำมาใช้งานจริง เปิดใช้งานกับเกมที่พึ่งออกใหม่สดๆร้อนๆอย่าง GTA IV (ผู้เล่นควรใช้วิจารณาณในการเล่นนะครับ) ต้องยอมรับกันละว่า เกมนี้มันใช้สเปกโหดเกินไป ทำให้ปรับความละเอียด 800 x 600 ได้ในขั้นต่ำสุดเท่านั้น เมื่อทดลองเล่นก็ถือว่าอยู่ในระดับพอรับได้
       
       หลังจากนั้นกลับมาทดลองกับเกมกินสเปกยอดนิยมอย่าง Crysis Warhead ในโหมด gamer ความละเอียดที่ 1280 x 800 เฟรมเรทที่ได้อยู่ประมาณ 10 เท่านั้น แต่เมื่อลองลดความละเอียดลงไป 1024 x 768 ก็สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล สบายๆ ดังนั้นการใช้งานเล่นเกม คงยืนยันได้ว่าเล่นได้ทุกเกมในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น Farcry 2, Prince Of Persia และ Mass Effect แต่บางเกมจะไม่สามารถปรับความละเอียดสูงสุดได้เท่านั้นเอง
       
       การใช้งานด้านมัลติมีเดียผ่านพอร์ตอย่าง HDMI ทำได้ดี เพราะปล่อยสัญญาณภาพได้สูงสุดถึง 1080p หรือ Full HD ทำให้สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องเล่นมัลติมีเดียสมบูรณ์แบบได้เลยทีเดียว
       
       

       
       ส่วน rate และ basic information จากวินโดวส์ วิสต้า แสดงผลตามรูปด้านบนนี้
       
       

       
       มาดูกันที่อัตราการเข้าถึงข้อมูลใน ฮาร์ดดิสก์ขนาด 320 GB rpm 5400 จาก WDC ความเร็วสูงสุดในการอ่านข้อมูลอยู่ที่ 65.3 MB/s ส่วนอัตราการเข้าถึงข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 16.9 ms ถือว่าอัตราการเข้าถึงข้อมูลอยู่ในระดับมาตรฐานไม่สูงจนเกินไปสำหรับฮาร์ดดิสก์ขนาดนี้
       
       

       
       ด้านการเชื่อมต่อผ่านไวเลสนั้น ใช้การ์ดไวเลสจาก Intel Wireless WiFi Link 5100 ที่รองรับมาตรฐาน 802.11a/b/g/n เมื่อทดสอบการใช้งานโดยการเชื่อมต่อห่างจาก Access Point ประมาณ 10 เมตร พบว่า การจับสัญญาณอยู่ในเกณฑ์ดีเกือบ 100% ตลอดเวลา
       
       Speaker
       
       ซาว์นการ์ดยอดนิยมอย่าง Realtek High Definition Audio ก็ยังได้รับความนิยมในโน้ตบุ๊กรุ่นนี้เช่นกัน เสียงที่ได้จากการต่อออกลำโพงอยู่ในระดับมาตรฐาน เมื่อต่อผ่านพอร์ต HDMI จะเปลี่ยนซาว์นการ์ดไปเป็น NVIDIA HDMI Audio แทน
       
       

       
       สำหรับลำโพงภายในตัวเครื่องนี้ ผิดหวังเล็กน้อยในเรื่องความดังของเสียงที่ออกมา แต่ความกว้างของเสียง สเตริโอแยกซ้าย - ขวา ชัดเจนดี ระบบ DOLBY Home Theater ที่มากับเครื่องช่วงสร้างมิติของเสียงให้กว้างขึ้นได้เป็นอย่างดี
       
       Battery and Heat
       
       

       
       ในส่วนของแบตเตอรี่มีขนาด 6 เซลล์ 4300mAh ซึ่งในการใช้งานจะมี Eco โหมดในการควบคุมรูปแบบการใช้งาน ทำให้เวลาที่ได้แตกต่างกันไปตามสภาพการใช้งานที่เลือกไว้ ทางทีมงานทดสอบโดยการใช้งานอินเทอร์เน็ต เปิดเพลงฟัง ความสว่างหน้าจอ 50% ความดังเสียง 50% จะใช้งานได้ประมาณ 2 ชั่วโมง
       
       

       
       เมื่อทดลองเล่นภาพยนตร์ดีวีดี เปิดความสว่างหน้าจอสูงสุด เสียงดังสุด ใช้งานได้ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง ส่วนเวลาในการชาร์จใช้ประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที โดยจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง สำหรับ 1 - 95%
       
       

       
       ด้านความร้อนของตัวเครื่องถ้าใช้งานทั่วไปจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 68 องศาเซลเซียส ความร้อนของซีพียู ประมาณ 61 - 63 องศาเซลเซียส
       
       แต่ถ้าใช้งานในโหมด 'Turbo Drive Engine' ขณะเล่นเกม ความร้อนตัวเครื่องจะขึ้นไปสูงสุดที่ 85 องศาเซลเซียส ความร้อนของซีพียูสูงสุดประมาณ 79 องศาเซลเซียส ส่วนการ์ดจอจะอยู่ที่ 80 องศาเซลเซียส ซึ่งเมื่อความร้อนขึ้นสูง พัดลมจะทำงานเร็วขึ้น ช่วยระบายอากาศได้เป็นอย่างดี ส่วนความร้อนฮาร์ดดิสก์อยู่ที่ 35 - 38 องศาเซลเซียส


Feature of MSI GX400
       
       

       
       ฟีเจอร์เด่นประจำรุ่นนี้คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก 'Turbo Drive Engine' ที่ช่วยโอเวอร์คล็อกความเร็วของซีพียูให้ขึ้นมาทำงานอยู่ที่ 2.6GHz โดยการใช้งานจำเป็นที่จะต้องใช้ขณะที่เสียบสายชาร์จอยู่ เนื่องจากการโอเวอร์คล็อกจะใช้พลังงานสูงขึ้นกว่าเดิม ไม่สามารถใช้ไฟจากแบตเตอรี่โดยตรงได้
       
       

       
       ต่อมาคือ 'ECO Engine' ที่จะช่วยควบคุมการใช้งานบนแบตเตอรี่ให้ได้เต็มประสิทธิภาพ รวมไปถึงประหยัดพลังงาน โหมดแรกคือ 'Gaming Mode' การใช้งานในโหมดนี้จะเปิดความสว่างหน้าจอสูงสุด และซีพียูจะทำงานที่ 2.2GHz ตลอดเวลา โหมดต่อมาคือ 'Movie Mode' ในโหมดนี้จะปรับความสว่างหน้าจอลงมาเหลือ 75% โดยซีพียูจะทำงานที่ 2.2GHz เช่นเดียวกัน
       
       

       
       โหมดถัดมาคือ 'Office Mode' และ 'Presentation Mode' ใน 2 โหมดนี้จะจำกัดการทำงานของซีพียูไว้ที่ประมาณ 1.5GHz ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานดังกล่าว ส่วนความสว่างหน้าจอจะเป็น 50% และ 25% ตามลำดับ โหมดสุดท้ายคือ 'Turbo Battery Mode' จะเป็นโหมดประหยัดพลังงานสูงสุด คือปรับความสว่างหน้าจอต่ำสุด และกำหนดให้ซีพียูทำงานที่ 1.5GHz เพื่อช่วยยืดระยะเวลาในการใช้แบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น
       
       

       
       ฟีเจอร์ที่มีให้ถัดมาคือ ระบบ 'DOLBY Home Theater' ที่จะช่วยเพิ่มมิติของเสียงให้ครอบคลุมเหมือนใช้ลำโพง 7.1 การทำงานในโหมดดังกล่าวจะทำให้เสียงที่ได้จากเครื่องเบาลง แต่มีมิติมากขึ้น เหมาะกับการใช้รับชมภาพยนตร์มากกว่า ใช้งานทั่วๆไป นอกจากนี้สามารถต่อเชื่อมเข้ากับลำโพง 7.1 เพื่อให้ได้เสียงตามจริงอีกด้วย
       
       

       
       สุดท้ายคือเมาส์ ในโน้ตบุ๊ก GX ซีรีส์ ทุกรุ่นของทาง MSI จะมีการแถมเมาส์ 'MSI Star Mouse' ให้ โดยรุ่นที่แถมมากับเครื่องรุ่นนี้คือ GS-502 ที่สามารถปรับความละเอียดได้สูงสุดถึง 3,200dpi จากโปรแกรม Gaming Mouse รวมไปถึงการปรับตั้งโหมดการใช้งานของเมาส์และตั้งค่าปุ่มลัดต่างๆได้อีกด้วย
       
       

       
       สำหรับตัวเมาส์จะมีเหล็กถ่วงน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้สูงสุด 40กรัม เพื่อช่วยในการปรับน้ำหนักของเมาส์ให้เข้ากับมือของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ยังมีปุ่มลัดในการใช้งานอยู่บริเวณนิ้วโป้ง 2 ปุ่ม แล้วตรงกลางจะมีปุ่ม T สำหรับเปลี่ยนความละเอียดของเมาส์ และปุ่ม M สำหรับเปลี่ยนโหมดการใช้งาน
       
       

       
       เมื่อกดปุ่ม T จะมีไฟแสดงความละเอียดของเมาส์ เริ่มตั้งแต่ ไม่มีไฟ คือ 400dpi, ไฟสีเขียว คือ 800dpi, ไฟสีน้ำเงิน สำหรับ 1600dpi และท้ายสุด สีแดง สำหรับ 2400dpi ส่วนถ้าต้องการใช้งานที่ 3200dpi ต้องปรับจากโปรแกรม Gaming Mouse ในเครื่องเท่านั้น
       
       บทสรุป
       
       สังเกตได้ว่าโน้ตบุ๊กหลายๆรุ่นของ MSI จะชูจุดเด่นที่สามารถโอเวอร์คล็อกได้ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานได้ในระดับนึง ซึ่งเมื่อนำมาใช้ในโน้ตบุ๊กสำหรับคอเกม จุดเด่นนี้จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมให้กับผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี
       
       สำหรับดีไซน์ อาจจะดูร้อนแรงไปสักนิดกับโน้ตบุ๊กสีแดงทั้งเครื่องแบบนี้ วัสดุที่ใช้แม้จะเป็นพลาสติก แต่การประกอบทำออกมาได้แน่นเรียบร้อยดี ส่วนขนาดและน้ำหนักของตัวเครื่อง ถือได้ว่าปกติสำหรับโน้ตบุ๊กขนาด 14 นิ้ว เครื่องไม่มีน้ำหนักมากเกินไปเหมือนโน้ตุบ๊กสำหรับเกมเมอร์บางยี่ห้อ
       
       ทางด้านประสิทธิภาพ ถ้าราคาที่วางขายไม่เกิน 40,000 บาท อย่างที่ทางตัวแทนจำหน่ายกระซิบบอกมา คิดว่าเป็นโน้ตบุ๊กรุ่นนี้จะเป็นเครื่องที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ต้องการโน้ตบุ๊กแรงๆ ที่ใช้ทำงานและเล่นเกมได้อย่างแน่นอน
       
       ขอชม
       - ระบบ 'Turbo Drive Engine' ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่อง
       - พอร์ตเชื่อมต่อรุ่นใหม่ๆครบครัน ESATA , HDMI
       - ระบบเสียงที่สามารถต่อได้ถึง 7.1 แชนแนล
       
       ขอติ
       - บริเวณพัดลมระบายอากาศ จะมีความร้อนสูง
       - ตัวเครื่องทำจากพลาสติกเป็นส่วนใหญ่
       
       Company Relate Link :
       MSI
       eSYS Thailand

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552

Intel Core i7

สำหรับซีพียู Core i7 ที่ทางอินเทลได้ส่งมาให้ทดสอบนั้นให้มาแบบครบเซ็ตเลยมีทั้ง ซีพียู เมนบอร์ด แรม ฮาร์ดดิสก์และฮีตซิงค์ซีพียู เริ่มจากซีพียูพระเอกของงานนี้เป็น Intel Core i7 920 2.66GHz

          สำหรับซีพียู Core i7 ที่ทางอินเทลได้ส่งมาให้ทดสอบนั้นให้มาแบบครบเซ็ตเลยมีทั้ง ซีพียู เมนบอร์ด แรม ฮาร์ดดิสก์และฮีตซิงค์ซีพียู


Core i7 ทางอินเทลส่งมาให้ครบเซ็ตเลย (การ์ดจอไม่เกี่ยวนะ อิอิ) 

          เริ่มจากซีพียูพระเอกของงานนี้เป็น Intel Core i7 920 2.66GHz (มีโค้ดเน้มว่า Bloomfield) ซึ่งเป็นรุ่นเล็กสุดของซีรี่ย์ Core i7 มี bus speed 133 และตัวคูณสูงสุดที่ 20 ค่านี้เป็นที่มาของความเร็วซีพียูรุ่นใหม่นี้ครับ (133 x 20 = 2.66GHz) ส่วนความเร็วของ QPI อยู่ที่ 4.8GT/s


เมนบอร์ดซิพเซ็ต Intel X58 ตัวนี้มีชื่อบอร์ดว่า Intel DX58SO

  
[ซ้าย] socket ตัวใหม่ล่าสุด LGA1366 ขนาดใหญ่ขึ้นกว่า LGA775 มากทีเดียว  
[ขวา] แรมต้องใส่ 3 แถวถึงเพื่อรองรับระบบ Tri - Channel

  
[ซ้าย] ฮีตท์ซิงค์ชิพเซ็ตมีพัดลมระบายความร้อนซะด้วย (ตอนทำงานมีไฟสีฟ้าด้วย)
[ขวา] มีสล็อต PCI-Express x16 2 ช่องแต่รองรับเฉพาะ CrossFire


          ทางด้านเมนบอร์ดเป็น Intel DX58SO ใช้ชิพเซ็ตรุ่นใหม่ล่าสุด Intel X58 ที่ใช้ socket LGA1366 รองรับ PCI – Express 2.0 ที่ความเร็ว 16x จำนวน 2 สล็อต ซึ่งรองรับการต่อการจอคู่กับ ATI CrossFire เท่านั้น ส่วนการรองรับ SLI นั้นทางอินได้ให้ข้อมูลว่ารองรับได้แต่ต้องให้ผู้ผลิตเมนบอร์ดเจ้าอื่นๆ อย่างเช่น ASUS GIGABYTE หรือเจ้าอื่นๆ ทำการซื้อลิขสิทธิ์จาก NVIDIA เอง

          แรมให้มาทั้งหมดสามแถวด้วยกันเพื่อรองรับ Tri – Channel จากยี่ห้อ Qimonda เป็น DDR3 ความเร็ว 1066MHz CL 7-7-7-20 มีความจุแถวละ 1GB เป็นแรมเปลื่อยๆ ไม่มีฮีตซิงค์แปะมาด้วยแต่อย่างใด

          ที่พิเศษคือได้ให้ฮาร์ดดิสก์แบบ Solid State Drive (SSD) มาด้วย เป็นยี่ห้ออินเทลมีความจุ 80 GB ขนาดเล็กเท่ากับฮาร์ดดิสก์โน้ตบุ๊ค 2.5 นิ้ว อินเตอร์เฟส SATA และสุดท้ายในกล่องที่ให้มาก็คือฮีตท์ซิงค์ซีพียูจาก Thermalright รุ่น Ultra 120 Extreme – 1366 เป็นรุ่นที่ออกมารองรับซีพียู socket LGA1366 โดยเฉพาะ เป็นฮีตซิงค์ขนาดใหญ่มีฮีตท์ไปป์ 6 ท่อ พร้อมกับพัดลมขนาดยักษ์ถึง 14 เซนติเมตร ส่วนกราฟิการ์ดที่ใช้ร่วมทดสอบด้วยจะเป็นการ์ดจาก XFX GTX260 Black Edition ระบบปฏิบัติการที่ใช้ยังคงเป็น Windows XP SP2 อยู่เพื่อที่จะได้รีดพลังในการเล่นเกมออกมาได้เต็มประสิทธิภาพกว่า Vista อึดๆ

ไม่พูดพรำทำเพลง ทดสอบกันเลย!!


บรรยากาศระหว่างการทดสอบครับ

  
[ซ้าย] cpuz แสดงรายละเอียดซีพียู Intel Core i7 920 2.66GHz
[ขวา] cpuz แสดงรายละเอียดซีพียู Intel Core 2 Extreme QX9770 3.20GHz


          ในการทดสอบเราได้เทสเปรียบเทียบซีพียูที่แรงที่สุดในตระกูล Core 2 คือตัว Core 2 Extreme QX9770 3.2GHz โดยใช้เมนบอร์ด XFX ชิพ nForce 780i แรม DDR2 800MHz 2GB ส่วนการ์ดจอเป็นตัวเดียวกันครับ มาเริ่มทดสอบด้วยโปรแกรมแบนช์มาร์กพื้นฐาน 3DMark06 ในชุด Core i7 ได้คะแนนรวมไปที่ 16,374 แต้ม ส่วนชุด QX9770 นั้นได้น้อยกว่าเล็กน้อยที่ 16,319 แต้ม ถ้าดูถึงคะแนนไม่เห็นถึงแตกต่างกันแต่อย่าลืมว่า Core i7 920 นั้นมีความเร็วสัญาณนาฬิกาต่ำกว่า QX9770 ถึง 540MHz มาดูคะแนนในส่วน 3DMark CPU Score ที่เน้นทดสอบเฉพาะซีพียูอย่างเดียว โดย Core i7 ได้ 5,383 แต้ม QX9770 ได้ 4,816 แต้ม ซึ่งในส่วนนี้เห็นความแตกต่างได้ว่าแพลตฟอร์ม Core i7 (Nehalem) นั้นแรงกว่า Core 2 สถาปัตยกรรม 45 นาโนเมตร (Penryn) ไปอีกระดับหนึ่ง
          มาทดสอบเล่นเกมกันดีกว่า จะได้รู้กันไปเลยว่า Core i7 จะช่วยเพิ่มปริมาณเฟรมเรตได้ดีเพียงไร เริ่มกันกับเกมกินทรัพยากรสุดโหด Crysis บอกได้เลยว่าในเกมนี้ไม่เห็นถึงความแตกต่างของเฟรมเรตเลย Core i7 ได้เฟรมเรตเฉลี่ย 33.15 fps ส่วน QX9770 ได้มากกว่าเล็กน้อยที่ 34.52 fps ที่เป็นเช่นนี้ก็คือเกมนี้ใช้แรงประมวลจากกราฟิกการ์ดเป็นหลัก ใช้แรงซีพียูไม่มากเพียง 3 คอร์ เท่านั้น (เปิดดูใน Task Manager) เรียกว่าตันที่การ์ดจอครับ


Crysis ใช้แรงประมวลผลซีพียูเพียง 1 คอร์กับอีกครึ่งคอร์นิดๆ เอง

Farcry2 ใช้แรงประมวลผลซีพียู 4 คอร์

Lost Planet ใช้แรงประมวลผลซีพียูได้อย่างเต็มที่ครบทั้ง 8 คอร์


          สำหรับเกมที่รองรับซีพียู 8 คอร์ ตอนนี้คือ Lost Planet ถึงแม้เกมจะเก่าแล้วแต่เอนจิ้นทำออกมาได้ดีมากใช้พลังของคอร์ทั้ง 8 คอร์ (4 คอร์แท้บวกกับ 4 คอร์เทียมของ Hyper - Threading) ของ Core i7 อย่างเต็มที่ มาดูผลทดสอบกันในฉาก cave ที่เน้นแรงประมวลผลของซีพียูในการคำนวน Ai เป็นหลักนั้น Core i7 ได้เฟรมเรตเฉลี่ยที่ 84 fps ส่วน QX9770 ได้ไปเพียง 66.1 fps ต่างกันเกือบ 20 เฟรม เห็นได้ว่าเกมที่รองรับซีพียูแบบมัลติคอร์จะแสดงถึงความแตกต่างของสถาปัตยกรรมเก่าและใหม่ได้อย่างดี
ความเร็วของฮาร์ดดิสก์ SSD นั้นเป็นอีกเรื่องที่ขอบอกต่อว่ามันเร็วเอามากๆ เห็นผลได้ชัดที่สุดคือตอนโหลดเข้าเกมต่างๆ นั้นเร็วขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัดเจน อย่าง Crysis ตอนโหลดเข้าฉากแต่ละฉากนั้นถ้าเป็นฮาร์ดดิสก์ธรรดาจะใช้เวลานานพอสมควร แต่พอใช้ SSD นั้นเร็วขึ้นแบบเท่าตัวเลย

ลองโอเวอร์คล็อกซะหน่อย
          เพื่อที่จะได้เห็นความแตกต่างของซีพียูตระกูล Core i7 และ Core 2 ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราได้นำ Core i7 920 มาโอเวอร์คล็อกไปที่ 3.2GHz ให้เท่ากับ QX9770 โดยใน 3DMark06 ได้เพิ่มไปถึง 18594 คะแนน มากกว่า QX9770 ที่มีสัญญาณนาฬิกาเท่ากันถึง 2400 แต้ม ยิ่งถ้าเป็น CPU Score Core i7 ฉีกคะแนนทิ้งห่างมากกว่าเดิมเป็น 6127 แต้ม จากเดิมที่ 5385 แต้ม ส่วน QX9770 ได้เพียง 4816 แต้ม ส่วนเกมอื่นๆ เห็นผลจากการโอเวอร์คล็อกเล็กน้อยเพียง 1 – 2 เฟรมเท่านั้น

สรุปส่งท้าย
          จากการทดสอบที่ได้เห็นกันไปนั้นความแรงของ Core i7 นั้นเห็นผลได้ชัดเจนมากๆ กับเกมที่รองรับซีพียูแบบมัลติคอร์ ส่วนเกมที่ไม่รองรับซีพียู Quad – Core หรือมากกว่านั้นแทบจะไม่เห็นความแตกตต่างของคะแนนเลย แต่อย่าลืมว่าการที่เกมๆ หนึ่งจะเล่นได้อย่างลื่นไหลเฟรมเรตพุ่งกระจายนั้นต้องไม่ได้ว่าจากซีพียูเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ซึ่งเกมในปัจจุบันเน้นการประมวลผลกราฟิกการ์ดเป็นส่วนใหญ่ครับ แต่ในอนาคตถ้ามีเกมที่รองรับการใช้งานซีพียูหลายๆ คอร์อย่างเต็มที่ละก็ Core i7 จะแสดงประสิทธิภาพได้ดีกว่านี้แน่นอน ซึ่ง Lost Planet เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนมาก ส่วนฮาร์ดดิสก์ SSD นั้นมีความเร็วที่เหนือกว่าฮาร์ดดิสก์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมากทีเดียว
          สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากลองความแรงของซีพียูระดับ Next – Gen อย่าง Core i7 นี้นั้นสามารถหาซื้อมาเล่นกันได้แล้ว มีว่างขายอยู่ 2 รุ่น คือตัว Core i7 920 2.66GHz ราคาอยู่ที่ 11,900 บาท และตัว Core i7 940 2.8GHz อยู่ที่ 22,800 บาท ส่วนเมนบอร์ด X58 ปัจจุบันจะมีของ ASUS รุ่น P6T Deluxe อยู่รุ่นเดียวสนนราคาอยู่ที่ 13,500 บาท ครับ

ขอขอบคุณบริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กโทรนิกส์ (ประเทศไทย)